กายภาพบำบัดผู้สูงอายุที่บ้าน เหมาะกับใคร และฝึกอะไรบ้าง

สัญญาณที่บอกว่าผู้สูงอายุควรได้รับการกายภาพบำบัด ทำไมการฝึกที่บ้านจึงเหมาะกับผู้สูงอายุ ฝึกอะไรบ้าง และข้อควรระวังสำหรับผู้มีโรคประจำตัว

โดย นพ.สุวินัย จิระบุญศรี

หลายครอบครัวเริ่มสังเกตว่าคุณพ่อคุณแม่เดินช้าลง ต้องจับโต๊ะหรือผนังเวลาเดินในบ้าน ลุกจากเก้าอี้ยากขึ้น หรือออกจากบ้านน้อยลงกว่าเดิม

ส่วนใหญ่มักคิดว่า "ก็แก่แล้ว เป็นธรรมดา"

ส่วนหนึ่งเป็นความจริงครับ แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและการทรงตัวที่แย่ลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝึกให้ดีขึ้นได้ แม้ในผู้ที่อายุมากแล้วก็ตาม

กล้ามเนื้อยังตอบสนองต่อการฝึกได้ในทุกช่วงวัย มีการศึกษาในผู้สูงอายุวัย 80 และ 90 ปีที่พบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาเพิ่มขึ้นได้จากการฝึกอย่างสม่ำเสมอ

โพสต์นี้จะอธิบายว่าผู้สูงอายุแบบไหนควรได้รับการประเมิน ทำไมการฝึกที่บ้านจึงเหมาะกับผู้สูงอายุ และการฝึกประกอบด้วยอะไรบ้างครับ

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

  • สัญญาณที่บอกว่าควรได้รับการประเมิน
  • กลุ่มผู้สูงอายุที่มักได้ประโยชน์
  • ทำไมการฝึกที่บ้านจึงเหมาะกับผู้สูงอายุ
  • ฝึกอะไรบ้าง
  • ข้อควรระวังในผู้สูงอายุ
  • ต้องฝึกนานแค่ไหน
  • ครอบครัวช่วยอะไรได้

สัญญาณที่บอกว่าควรได้รับการประเมิน

ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ควรให้ผู้สูงอายุได้รับการประเมินเรื่องกล้ามเนื้อและการทรงตัว

  • เดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเมื่อปีก่อน
  • ต้องจับเฟอร์นิเจอร์หรือผนังเวลาเดินภายในบ้าน
  • ลุกจากเก้าอี้ยาก ต้องใช้มือดันหลายครั้ง หรือต้องโยกตัวก่อนลุก
  • เคยล้ม แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ
  • กลัวล้มจนไม่อยากเดินหรือไม่อยากออกจากบ้าน
  • ออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมน้อยลงเรื่อย ๆ
  • อ่อนแรงลงมากหลังจากเจ็บป่วยหรือนอนโรงพยาบาล

การลุกจากเก้าอี้เป็นตัวชี้วัดที่ดีมากครับ เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดของร่างกาย และมักเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่อ่อนแรงลงตามวัย ถ้าเริ่มต้องใช้มือดันหรือต้องโยกตัวช่วย มักแปลว่ากล้ามเนื้อกลุ่มนี้เริ่มมีแรงไม่พอแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่เห็นได้ก่อนที่จะเริ่มล้ม

ข้อที่อยากให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ "เคยล้มแม้ไม่บาดเจ็บ" ครับ

การล้มครั้งแรกมักเป็นสัญญาณเตือนว่าการทรงตัวมีปัญหาแล้ว และผู้ที่เคยล้มมีโอกาสล้มซ้ำสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยล้ม การล้มครั้งต่อไปอาจไม่โชคดีเหมือนครั้งแรก ในผู้สูงอายุ กระดูกสะโพกหักจากการล้มมักทำให้ต้องนอนติดเตียงไปเป็นเวลานาน

อีกข้อหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ "กลัวล้ม" ผู้สูงอายุที่กลัวล้มจะเคลื่อนไหวน้อยลง กล้ามเนื้อจึงอ่อนแรงลงอีก และยิ่งเสี่ยงล้มมากขึ้น กลายเป็นวงจรที่แย่ลงเรื่อย ๆ

กลุ่มผู้สูงอายุที่มักได้ประโยชน์

ผู้สูงอายุที่อ่อนแรงลงหลังเจ็บป่วยหรือนอนโรงพยาบาล

การนอนโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วันก็ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้มาก งานวิจัยส่วนมากชี้ว่าการนอนโรงพยาบาลโดยที่ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร ทำให้เสียมวลกล้ามเนื้อได้วันละราว 1% สำหรับคนไข้ผู้สูงอายุหลายคนที่นอนโรงพยาบาลนาน พอกลับบ้านมามักจะอยู่ในสภาพที่เดินได้แย่กว่าก่อนเข้าโรงพยาบาล แม้โรคที่เป็นจะหายแล้วก็ตาม กลุ่มนี้มีโอกาสได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูค่อนข้างมาก

ผู้ที่เสี่ยงล้มหรือเคยล้ม

การฝึกความแข็งแรงและการทรงตัวอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการปรับสภาพแวดล้อมในบ้าน เป็นวิธีลดความเสี่ยงการล้มที่มีหลักฐานรองรับ เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรง การทรงตัวก็จะดีขึ้นตามมา จึงทำให้ลดโอกาสการล้มซ้ำลงได้

ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดสะโพกหรือข้อเข่า

ช่วงหลังผ่าตัดเป็นช่วงที่การฝึกมีผลต่อการกลับมาเดินได้มาก และเป็นช่วงที่การเดินทางไปโรงพยาบาลลำบากที่สุด คนไข้กลุ่มนี้จึงมีโอกาสได้ประโยชน์มากจากการกายภาพ ซึ่งจะช่วยให้เดินได้เร็วขึ้นจากการฝึกลงน้ำหนักที่ถูกวิธี และลดผลแทรกซ้อนจากการนอนนาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ กายภาพหลังผ่าตัดเข่าและสะโพกที่บ้าน

ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม

การเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อช่วยลดภาระที่ข้อต่อ และช่วยให้ทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น กล้ามเนื้อรอบเข่าที่แข็งแรงขึ้นจะช่วยรับแรงแทนข้อเข่า จึงช่วยลดอาการปวดและทำให้ใช้งานข้อเข่าได้ดีขึ้นครับ

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่ทำให้เดินและทรงตัวได้แย่ลง การฝึกเดิน การทรงตัว และการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม ช่วยคงความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันได้นานขึ้น สามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ แม้ไม่ได้ช่วยให้หายขาด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ กายภาพผู้ป่วยพาร์กินสันที่บ้าน

ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน

ผู้สูงอายุที่มวลกล้ามเนื้อลดลงตามวัย

ภาวะนี้เกิดขึ้นช้า ๆ จนครอบครัวไม่ทันสังเกต การฝึกกล้ามเนื้อเป็นประจำช่วยชะลอและฟื้นฟูความแข็งแรงได้ งานวิจัยโดยมากชี้ว่ากล้ามเนื้อมีหน้าที่มากกว่าแค่การออกแรง แต่ยังเกี่ยวข้องกับการจัดการพลังงานของร่างกาย การรักษามวลกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุจึงไม่ใช่แค่การช่วยให้มีแรงหยิบจับหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ แต่คือการช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้นด้วย

ทำไมการฝึกที่บ้านจึงเหมาะกับผู้สูงอายุ

การเดินทางเป็นภาระมากกว่าที่คิด

สำหรับผู้สูงอายุ การไปโรงพยาบาลหรือคลินิกแต่ละครั้งต้องใช้ทั้งเวลาและแรงของคนในครอบครัว และในหลายรายต้องมีคนในบ้านลางานมาพาไป

นอกจากนี้ การเดินทางเองก็มีความเสี่ยง เช่น การขึ้นลงรถ บันไดหน้าอาคาร หรือพื้นลื่นในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

และเมื่อการเดินทางลำบาก สิ่งที่มักเกิดขึ้นในทางปฏิบัติคือ การไปฝึกจะห่างขึ้นเรื่อย ๆ จากสัปดาห์ละสองครั้ง เหลือสัปดาห์ละครั้ง แล้วก็หยุดไปในที่สุด ซึ่งทำให้เสียสิ่งที่สำคัญที่สุดของการฟื้นฟูไป คือความต่อเนื่อง

เสี่ยงติดเชื้อ

โรงพยาบาลเป็นที่รวมของคนไข้สารพัดโรค การพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลในแต่ละครั้งจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงรับเชื้อจากผู้ป่วยรายอื่น ซึ่งผู้สูงอายุมักมีภูมิคุ้มกันต่ำและติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป การฝึกที่บ้านจึงช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ลงได้

ประเมินจุดเสี่ยงล้มในบ้านจริง

การล้มของผู้สูงอายุส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบ้าน นักกายภาพที่เข้าบ้านจะเห็นจุดเสี่ยงจริง เช่น ห้องน้ำลื่น ธรณีประตู พรมที่สะดุดได้ แสงสว่างไม่พอ หรือเตียงที่สูงหรือต่ำเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่การฝึกในคลินิกมองไม่เห็น

และเมื่อเห็นจุดเสี่ยงแล้ว ก็สามารถแนะนำการแก้ไขได้ตรงกับบ้านหลังนั้นจริง ๆ ไม่ใช่คำแนะนำทั่วไปที่อาจต้องให้ญาติไปคิดต่อเองให้เข้ากับสภาพบ้านทีหลัง

ฝึกกิจกรรมที่ใช้ในชีวิตจริง

การฝึกลุกจากเตียงของตัวเอง เดินไปห้องน้ำในบ้านตัวเอง และขึ้นลงบันไดที่บ้าน มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันโดยตรงมากกว่าการฝึกด้วยอุปกรณ์ในคลินิกเพียงอย่างเดียว

เหตุผลคือ ร่างกายเรียนรู้การเคลื่อนไหวได้ดีที่สุดเมื่อได้ฝึกในสถานการณ์เดียวกับที่ต้องใช้จริง ความสูงของเตียง ระยะจากเตียงถึงห้องน้ำ หรือความชันของบันได ล้วนต่างกันในแต่ละบ้าน ทักษะที่ฝึกในบ้านจึงจะสร้างความคุ้นเคยและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

ครอบครัวได้เรียนรู้ไปด้วย

สมาชิกในครอบครัวได้เห็นวิธีการฝึกและเรียนรู้วิธีช่วยเหลือที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้ฝึกต่อได้ในวันที่ไม่มีนักกายภาพ

ที่สำคัญคือ ครอบครัวจะรู้ว่าควรช่วยแค่ไหน และตรงไหนควรปล่อยให้ผู้สูงอายุทำเอง เพราะการช่วยมากเกินไปทำให้กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานและอ่อนแรงลง ส่วนการช่วยน้อยเกินไปก็เสี่ยงต่อการล้ม

ฝึกอะไรบ้าง

รายละเอียดจะขึ้นกับการประเมินแต่ละราย แต่โดยทั่วไปประกอบด้วย

ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและสะโพก

กล้ามเนื้อขาและสะโพกเป็นพื้นฐานของการลุก ยืน และเดิน จึงเป็นมัดที่ควรให้ความสำคัญในการฝึกเป็นอันดับต้น ๆ ท่าฝึกที่ใช้บ่อยคือการฝึกลุกจากเก้าอี้ ซึ่งทั้งเป็นการฝึกกล้ามเนื้อและเป็นการฝึกกิจกรรมที่ต้องทำในชีวิตประจำวันไปพร้อมกันในครั้งเดียว

การทรงตัว

ฝึกการยืนในท่าต่าง ๆ การถ่ายน้ำหนัก และการก้าวเดินในทิศทางต่าง ๆ โดยเริ่มจากท่าที่มีที่จับก่อน แล้วค่อยเพิ่มความยาก

การทรงตัวอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายระบบ ทั้งกล้ามเนื้อ การรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อ สายตา และอวัยวะทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งเสื่อมลงตามวัยไปพร้อม ๆ กัน การฝึกจะช่วยให้ระบบเหล่านี้ทำงานประสานกันได้ดีขึ้น และช่วยให้ร่างกายแก้ไขการเสียการทรงตัวได้ทันก่อนที่จะล้มลง

การเดินและการใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน

ประเมินว่าควรใช้ไม้เท้า walker หรือไม่ ปรับความสูงให้เหมาะ และฝึกการใช้งานที่ถูกต้อง อุปกรณ์ช่วยเดินที่ไม่เหมาะกับคนไข้อาจทำให้เสี่ยงล้มมากขึ้นแทนที่จะลดลง

ปัญหาที่พบบ่อยคือ ไม้เท้าที่สูงหรือต่ำเกินไป และการใช้ walker โดยเดินห่างจากตัว walker มากเกินไป ซึ่งทำให้ลำตัวโน้มไปข้างหน้าและเสียการทรงตัวได้ง่ายขึ้น อุปกรณ์ที่ซื้อมาเองโดยไม่ได้ปรับให้เข้ากับคนไข้จึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงแทนที่จะเป็นตัวช่วย

การลุก นั่ง และย้ายตัว

เช่น ลุกจากเตียง ลุกจากโถส้วม นั่งลงบนเก้าอี้ และขึ้นลงรถ

การลุกจากโถส้วมมักยากกว่าการลุกจากเก้าอี้ เพราะโถส้วมเตี้ยกว่าและมักไม่มีที่จับ ประกอบกับพื้นห้องน้ำที่อาจเปียก ห้องน้ำจึงเป็นจุดที่ผู้สูงอายุล้มบ่อยจุดหนึ่ง การฝึกการเคลื่อนไหวในห้องน้ำจริงจึงมีประโยชน์มาก

การลุกขึ้นหลังล้ม

เป็นทักษะที่หลายครอบครัวไม่ได้นึกถึง แต่สำคัญมาก ผู้สูงอายุที่ล้มแล้วลุกเองไม่ได้ อาจต้องนอนอยู่บนพื้นเป็นเวลานานกว่าจะมีคนมาพบ และยิ่งนอนอยู่นาน ก็ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนตามมา

การฝึกวิธีลุกขึ้นอย่างถูกวิธี หรือวิธีขอความช่วยเหลือ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกัน สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียวในบางช่วงของวัน ควรวางแผนไว้ด้วยว่าถ้าล้มแล้วจะติดต่อใครได้

การปรับสภาพแวดล้อม

คำแนะนำเรื่องการติดราวจับ การจัดเฟอร์นิเจอร์ แสงสว่าง และการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม

ราวจับในห้องน้ำและข้างเตียงช่วยได้มาก เพราะเป็นจุดที่ผู้สูงอายุต้องเปลี่ยนท่าบ่อยที่สุด ไฟทางเดินจากห้องนอนไปห้องน้ำในตอนกลางคืนก็สำคัญ เพราะผู้สูงอายุจำนวนมากต้องลุกเข้าห้องน้ำกลางดึก ในขณะที่ยังง่วงและสายตายังปรับกับความมืดไม่ได้

ส่วนรองเท้า ควรเป็นแบบหุ้มส้นและพื้นไม่ลื่น แทนรองเท้าแตะที่หลุดง่าย หรือการเดินด้วยถุงเท้าบนพื้นกระเบื้อง ซึ่งลื่นกว่าที่หลายคนคิด

ความทนทาน

เพื่อให้เดินได้ระยะไกลขึ้นโดยไม่เหนื่อยเร็ว

ความทนทานมักถูกมองข้าม เพราะครอบครัวมักให้ความสำคัญกับความแข็งแรงเป็นหลัก แต่ผู้สูงอายุหลายคนมีแรงพอจะลุกยืนได้ แต่เดินได้ไม่ไกลเพราะเหนื่อยเร็ว ซึ่งทำให้ไม่อยากออกจากบ้าน การฝึกความทนทานจึงช่วยให้กลับไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้อีกครั้ง เช่น ไปตลาด ไปวัด หรือไปเยี่ยมญาติ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิตใจไม่น้อยไปกว่าสุขภาพร่างกาย

ข้อควรระวังในผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวอย่างน้อยหนึ่งโรค การฝึกจึงต้องคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้

ความดันโลหิตและโรคหัวใจ

ควรมีการวัดความดันโลหิตและชีพจรก่อนเริ่มฝึก และเฝ้าระวังระหว่างฝึก ความเข้มข้นของการฝึกต้องเหมาะกับสภาพหัวใจของแต่ละคน

เหตุผลคือ การออกแรงทำให้ความดันและอัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นตามธรรมชาติ ในคนที่หัวใจปกติไม่เป็นปัญหา แต่ในผู้ที่มีโรคหัวใจหรือความดันที่ยังควบคุมได้ไม่ดี อาจเป็นภาระเกินกว่าที่หัวใจรับได้ ในทางกลับกัน ความดันที่ต่ำเกินไปก่อนฝึกก็เป็นสัญญาณที่ต้องระวังเช่นกัน เพราะเสี่ยงหน้ามืดและล้มระหว่างฝึก

กระดูกพรุน

ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนมีท่าทางบางอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น การก้มบิดตัวแรง ๆ เพราะกระดูกสันหลังที่บางลงอาจยุบตัวได้จากแรงกดในท่าเหล่านี้

แต่ในขณะเดียวกัน การฝึกที่มีการลงน้ำหนักอย่างเหมาะสมกลับช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูก และการฝึกการทรงตัวช่วยลดโอกาสล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกระดูกหักในผู้ที่มีกระดูกพรุน ภาวะกระดูกพรุนจึงไม่ใช่เหตุผลที่ไม่ควรฝึก แต่เป็นเหตุผลที่ต้องฝึกอย่างถูกวิธีครับ

ยาที่ทำให้หน้ามืดหรือเวียนศีรษะ

ยาบางกลุ่ม เช่น ยาลดความดัน ยานอนหลับ หรือยาขับปัสสาวะ อาจทำให้หน้ามืดเมื่อลุกเร็ว ควรแจ้งนักกายภาพเรื่องยาที่กินอยู่ทั้งหมด

ยิ่งกินยาหลายตัว ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะยาแต่ละตัวอาจเสริมฤทธิ์กันโดยไม่ตั้งใจ อาการที่พบบ่อยคือความดันตกเมื่อเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่งหรือจากนั่งเป็นยืน วิธีป้องกันง่าย ๆ คือ ลุกช้า ๆ และนั่งพักที่ขอบเตียงสักครู่ก่อนยืนขึ้น

เบาหวาน

ควรระวังภาวะน้ำตาลต่ำระหว่างฝึก และตรวจเท้าเป็นประจำ เพราะผู้ป่วยเบาหวานอาจมีแผลที่เท้าโดยไม่รู้ตัว

การออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้มากขึ้น ผู้ที่ใช้อินซูลินหรือยาลดน้ำตาลบางกลุ่มจึงอาจเกิดน้ำตาลต่ำระหว่างหรือหลังฝึกได้ ควรมีลูกอมหรือน้ำหวานเตรียมไว้

ส่วนเรื่องเท้า ผู้ป่วยเบาหวานที่ปลายประสาทเสื่อมจะรับความรู้สึกที่เท้าได้น้อยลง รองเท้าที่กัดหรือการเหยียบของมีคมจึงอาจเป็นแผลโดยไม่รู้ตัว ควรตรวจเท้าหลังฝึกอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนเริ่มฝึก เพื่อกำหนดความเข้มข้นและข้อจำกัดที่เหมาะสม

หยุดฝึกและแจ้งแพทย์ทันทีถ้ามีอาการ

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • เหนื่อยหอบผิดปกติ
  • หน้ามืด เวียนศีรษะ หรือจะเป็นลม
  • ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ปวดมากขึ้นหลังฝึกจนไม่ดีขึ้นในวันรุ่งขึ้น

ต้องฝึกนานแค่ไหน

คำถามนี้ครอบครัวถามบ่อยครับ

โดยทั่วไป ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ของการฝึกอย่างสม่ำเสมอจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหนักของแต่ละครั้ง

ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ความแข็งแรงที่ดีขึ้นมักมาจากการที่ระบบประสาทสั่งงานกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น คือร่างกายเรียนรู้ที่จะใช้กล้ามเนื้อที่มีอยู่ได้เต็มที่มากขึ้น ส่วนการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อจริง ๆ ต้องใช้เวลานานกว่านั้น ครอบครัวจึงอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้เร็ว แต่การเปลี่ยนแปลงที่มั่นคงต้องอาศัยเวลา

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ทั้งสภาพร่างกายตั้งต้น โรคประจำตัว และความสม่ำเสมอในการฝึก

สิ่งที่อยากให้เข้าใจคือ ความแข็งแรงที่ได้จากการฝึกจะค่อย ๆ ลดลงถ้าหยุดฝึกไป เพราะร่างกายจะปรับตัวตามการใช้งาน กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้ก็จะค่อย ๆ ลดลงกลับไปเหมือนเดิม ซึ่งเรื่องนี้เป็นความจริงทุกช่วงวัย สำหรับคนหนุ่มสาวที่ปกติออกกำลังกายแล้วหยุดไปก็จะเห็นความเสื่อมถอยของกล้ามเนื้อแบบเดียวกันครับ การฝึกจึงควรต่อเนื่องเป็นนิสัย ไม่ใช่ทำเป็นคอร์สแล้วเลิก การมีโปรแกรมให้ฝึกต่อเองที่บ้าน และการให้ครอบครัวช่วยกระตุ้น จึงสำคัญไม่แพ้การฝึกกับนักกายภาพครับ

ครอบครัวช่วยอะไรได้

ชวนให้เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน แทนที่จะทำทุกอย่างให้ เช่น ให้ลุกไปหยิบของเองบ้าง ถ้าทำได้อย่างปลอดภัย ด้วยความรักและความหวังดี ลูกหลานมักทำทุกอย่างแทนผู้สูงอายุ แต่ทุกครั้งที่ทำแทน คือโอกาสฝึกที่หายไปหนึ่งครั้ง

ช่วยดูท่าฝึกที่บ้านให้ถูกต้องตามที่นักกายภาพสอน เพราะท่าที่ทำผิดซ้ำ ๆ นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้ปวดหรือบาดเจ็บได้

จัดบ้านให้ปลอดภัย ลดจุดสะดุดและเพิ่มแสงสว่าง โดยเฉพาะทางเดินจากห้องนอนไปห้องน้ำ

สังเกตอาการผิดปกติและแจ้งทีมฟื้นฟู เช่น เหนื่อยง่ายผิดปกติ เดินแย่ลงกว่าเดิม หรือล้มระหว่างช่วงที่ฝึกอยู่

ให้กำลังใจ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ความก้าวหน้ายังไม่ชัดเจน ผู้สูงอายุหลายคนท้อเพราะรู้สึกว่าฝึกแล้วไม่เห็นผล การชี้ให้เห็นความก้าวหน้าเล็ก ๆ เช่น ลุกจากเก้าอี้ได้ง่ายขึ้น หรือเดินได้ไกลขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน ช่วยให้มีกำลังใจฝึกต่อได้มาก

สรุป

การเดินช้าลง ลุกยาก และเริ่มล้ม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องยอมรับว่าเป็นธรรมดาของวัยเสมอไป ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อและการทรงตัวที่ฝึกให้ดีขึ้นได้

ถ้าผู้สูงอายุในบ้านเคยล้ม กลัวล้ม หรืออ่อนแรงลงหลังเจ็บป่วย ควรได้รับการประเมินก่อนที่จะเกิดการล้มครั้งที่รุนแรงกว่าเดิมครับ

อ่านต่อ

ถ้ากำลังเปรียบเทียบผู้ให้บริการกายภาพบำบัดที่บ้าน อ่านคำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจได้ที่ เลือกบริการกายภาพบำบัดที่บ้านอย่างไร

ดูบริการกายภาพบำบัดที่บ้านของ CareConnect

สอบถามเรื่องการประเมินและการฝึกสำหรับผู้สูงอายุในบ้านได้ทาง LINE ของเรา

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ ไม่สามารถใช้แทนการประเมินหรือคำแนะนำเฉพาะรายจากบุคลากรทางการแพทย์ได้

แหล่งอ้างอิง

  • World Guidelines for Falls Prevention and Management for Older Adults (2022)
  • NICE Guideline: Falls in older people — assessing risk and prevention
  • WHO Guidelines on Physical Activity and Sedentary Behaviour

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลของคุณได้