ผู้ป่วย Stroke ขาเกร็ง เดินเขย่ง วางเท้าไม่เต็มฝ่าเท้า เกิดจากอะไร และแก้ไขได้อย่างไร
ทำไมผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจึงมีอาการเกร็งและเดินเขย่ง กลไกการเกิด แนวทางกายภาพบำบัด และสิ่งที่ครอบครัวช่วยได้ที่บ้าน
โดย นพ.สุวินัย จิระบุญศรี
"เวลาเดิน เท้าเขาจะไม่ติดพื้น มีอาการขาเกร็งตลอดเวลา ไม่สามารถลงน้ำหนักได้"
นี่เป็นอาการที่ผมได้ยินจากครอบครัวคนไข้ stroke บ่อยมากเมื่อมาปรึกษาเรื่องการฝึกเดินกับเรา อาการเดินเขย่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การกลับไปเดินและใช้ชีวิตประจำวันไม่ราบรื่น
สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนเป็นอันดับแรกคือ อาการนี้ไม่ได้แปลว่าคนไข้ไม่พยายาม หรือไม่ตั้งใจฝึก แต่เป็นผลโดยตรงจากการที่สมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวได้รับความเสียหาย
โพสต์นี้จะอธิบายว่าอาการเกร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงควรแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ และแนวทางการฟื้นฟูมีอะไรบ้างครับ
เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- ทำไมผู้ป่วย Stroke จึงมีอาการเกร็ง
- ทำไมอาการเกร็งจึงควรแก้ไขเร็ว
- แนวทางการฟื้นฟู
- สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้ที่บ้าน
- สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์
- ตัวอย่างเคสที่เราดูแล
ทำไมผู้ป่วย Stroke จึงมีอาการเกร็ง
ในภาวะปกติ สมองจะส่งสัญญาณไปควบคุมกล้ามเนื้อสองแบบพร้อมกัน คือสัญญาณที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัว และสัญญาณที่คอยยับยั้งไม่ให้กล้ามเนื้อหดตัวมากเกินไป ในสภาวะปกติ สัญญาณประสาททั้งสองส่วนนี้จะทำงานสมดุลกัน กล้ามเนื้อของเราจึงไม่เกร็งหรือหย่อนเกินไป
เมื่อเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เส้นทางประสาทที่ทำหน้าที่ยับยั้งมักเสียหายไปด้วย กล้ามเนื้อจึงอยู่ในภาวะที่ "เบรกหาย" คือกล้ามเนื้อหดตัวมาก แต่คลายตัวได้ไม่ดีเท่าเดิม
ผลที่ตามมาคือกล้ามเนื้อบางมัดจะตึงตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องที่ดึงปลายเท้าลง และกล้ามเนื้อที่งอแขนเข้าหาลำตัว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยหลายรายมีลักษณะเดินเขย่ง และข้อศอกงอเกร็งเข้าหาตัว มือกำแน่น
อีกปัจจัยหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ เมื่อร่างกายเดินด้วยรูปแบบที่ผิดไปจากธรรมชาติซ้ำ ๆ สมองจะค่อย ๆ จดจำรูปแบบนั้นว่าเป็นวิธีเดินปกติ ยิ่งเดินผิดนาน สมองยิ่งจำฝัง ยิ่งแก้ยากขึ้นครับ
ทำไมอาการเกร็งจึงควรแก้ไขเร็ว
มีเหตุผลสำคัญสามข้อครับ
ข้อแรก กล้ามเนื้อที่ตึงตัวเป็นเวลานานโดยไม่ได้ยืด จะค่อย ๆ สั้นลงจนเกิดข้อติด ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะแก้ไขได้ยากกว่าเดิมมาก และบางรายอาจต้องใช้วิธีการรักษาที่ซับซ้อนขึ้น
ข้อสอง การเดินเขย่งทำให้ฐานการรับน้ำหนักแคบลง การทรงตัวจึงไม่มั่นคง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการล้ม ซึ่งในผู้สูงอายุอาจนำไปสู่กระดูกหักและการนอนติดเตียง
ข้อสาม การเดินด้วยรูปแบบที่ผิดใช้พลังงานมากกว่าการเดินปกติหลายเท่า คนไข้จึงเหนื่อยเร็ว เดินได้ระยะสั้นลง และมีแนวโน้มจะเคลื่อนไหวน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งยิ่งทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงไปอีก
ทั้งสามข้อนี้เสริมกันเป็นวงจร ยิ่งปล่อยไว้นาน วงจรยิ่งแน่นขึ้น
แนวทางการฟื้นฟู
ลดอาการเกร็งก่อนเริ่มฝึกเดิน
การฝึกเดินขณะที่กล้ามเนื้อยังตึงตัวมากมักไม่ได้ผล เพราะคนไข้จะเดินด้วยรูปแบบเดิมที่ผิดอยู่แล้ว
ในทางปฏิบัติ นักกายภาพบำบัดจึงเริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อแขนและขาที่มีอาการเกร็งก่อน เพื่อลดความตึงตัวและเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อ (Range of Motion Exercise) แล้วจึงเริ่มฝึกเดินในช่วงที่กล้ามเนื้อคลายตัวแล้ว
สำหรับมือที่กำแน่นและหดเกร็งเข้าหาตัว การคลายมือมีลำดับที่ควรทำ คือวางมือบนพื้นเรียบ แล้วค่อย ๆ เปิดนิ้วหัวแม่มือก่อนนิ้วอื่น เพราะการพยายามง้างนิ้วทั้งหมดพร้อมกันมักทำให้เกร็งมากขึ้น
ที่ CareConnect เรามักให้ความสำคัญกับ Range of Motion Exercise เป็นขั้นตอนแรกในการฟื้นฟู เนื่องจากเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้การฝึกในขั้นตอนถัด ๆ ไปมีประสิทธิภาพดีขึ้นครับ
ปรับการลงน้ำหนักเท้า และฝึกรูปแบบการเดินใหม่
เป้าหมายคือให้คนไข้กลับมาวางเท้าได้เต็มฝ่าเท้าและถ่ายน้ำหนักได้ถูกจังหวะ
สิ่งที่ฝึกประกอบด้วย
- การถ่ายน้ำหนักจากขาข้างหนึ่งไปอีกข้างระหว่างเดิน
- การยกขาให้สูงพอก่อนก้าว เพื่อไม่ให้ปลายเท้าลากพื้น
- การฝึกก้าวข้ามสิ่งกีดขวาง
- การควบคุมจังหวะการเดินร่วมกับการใช้ไม้เท้าพยุง
- การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยใช้พื้นต่างระดับภายในบ้านช่วย
ข้อดีของการฝึกที่บ้านคือ นักกายภาพได้ใช้สภาพแวดล้อมจริงที่คนไข้ต้องเดินอยู่ทุกวัน ทั้งธรณีประตู บันได และระยะจากเตียงไปห้องน้ำ
การกระตุ้นไฟฟ้า
ในบางราย อาจใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าบริเวณแขนหรือขาที่ยังควบคุมกล้ามเนื้อได้ไม่ดี
ประโยชน์หลักไม่ใช่การทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นโดยตรง แต่เป็นการช่วยให้คนไข้รับรู้ว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นกำลังทำงานอยู่ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนไข้ที่สมองยังเชื่อมโยงกับกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้ไม่ดี และช่วยให้การฝึกในแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในกรณีที่แพทย์ประเมินว่าควรใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า นักกายภาพบำบัดจะนำอุปกรณ์ไปให้ที่บ้าน โดยรวมอยู่ในค่าบริการของโปรแกรมฟื้นฟูแล้ว ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
การฝึกต่อเองที่บ้าน
การฝึกเฉพาะตอนที่นักกายภาพอยู่ด้วยไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ร่างกายจดจำมานาน
คนไข้จึงควรมีโปรแกรมท่าฝึกที่ทำต่อเองได้ทุกวัน ทั้งท่าฝึกกำลังกล้ามเนื้อ การฝึกทรงตัว และการควบคุมการเคลื่อนไหว โดยใช้พื้นที่และอุปกรณ์ที่มีอยู่ในบ้าน
สิ่งสำคัญคือต้องมีการตรวจสอบว่าทำถูกต้อง เพราะการฝึกผิดท่าซ้ำ ๆ อาจทำให้อาการเกร็งแย่ลง ในทางปฏิบัติ นักกายภาพควรตรวจท่าที่คนไข้ทำเองก่อนเริ่มการฝึกในแต่ละครั้ง และปรับระดับความยากขึ้นตามพัฒนาการ ซึ่งนักกายภาพของ CareConnect จะช่วยจัดโปรแกรมการฝึกที่บ้าน พร้อมสอนครอบครัว เพื่อให้สามารถฝึกเองเสริมไปด้วย เมื่อนักกายภาพกลับไปแล้วครับ
สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้ที่บ้าน
ครอบครัวมีบทบาทมากกว่าที่คิดครับ โดยเฉพาะในวันที่ไม่มีนักกายภาพเข้าบ้าน
สิ่งที่ช่วยได้ ได้แก่
- ช่วยยืดกล้ามเนื้อที่เกร็งตามวิธีที่นักกายภาพสอน
- ช่วยจัดท่าระหว่างวัน ไม่ให้แขนขาอยู่ในท่าหดเกร็งเป็นเวลานาน
- คอยสังเกตว่าคนไข้ทำท่าฝึกถูกต้องหรือไม่
- กระตุ้นให้คนไข้ลุกเคลื่อนไหวเป็นระยะ แทนที่จะนั่งหรือนอนอยู่ท่าเดิมทั้งวัน
ข้อควรระวังคือ อย่ายืดแรงเกินไปหรือฝืนจนคนไข้เจ็บ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บหรือเกร็งตอบกลับมากขึ้น ควรให้นักกายภาพสอนวิธีและแรงที่เหมาะสมก่อน
สัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์
อาการเกร็งบางระดับจัดการได้ด้วยกายภาพบำบัด แต่บางกรณีจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เพิ่มเติม
ควรปรึกษาแพทย์เมื่อ
- อาการเกร็งรุนแรงจนยืดข้อต่อไม่ได้ หรือเริ่มมีข้อติด
- มีอาการปวดร่วมกับการเกร็ง
- อาการเกร็งแย่ลงเร็วผิดปกติ
- อาการเกร็งรบกวนการนอน หรือการดูแลกิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ แต่งตัว
- มีแผลกดทับหรือผิวหนังอักเสบในบริเวณที่หดเกร็ง
ในบางราย แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูอาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมร่วมกับกายภาพบำบัด ซึ่งต้องประเมินเป็นรายบุคคล
ตัวอย่างเคสที่เราดูแล
ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ทีม CareConnect เข้าดูแลที่บ้าน มีอาการเดินเขย่ง ขาเกร็ง และวางเท้าได้ไม่เต็มฝ่าเท้าหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แม้ก่อนหน้านี้จะเคยได้รับการทำกายภาพบำบัดมาบ้าง และผ่านการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ (Craniectomy) เรียบร้อยแล้ว
นอกจากปัญหาการเดิน แขนอีกฝั่งยังมีอาการหดเกร็งเข้าหาลำตัว มือกำแน่น ใช้งานได้ยาก ส่งผลต่อการลุก การนั่ง และการหยิบจับในชีวิตประจำวัน
หลังทีมกายภาพบำบัดเข้าประเมินที่บ้าน พบว่าปัญหาหลักคืออาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ร่วมกับรูปแบบการเดินที่ผิดไปจากธรรมชาติจนร่างกายเริ่มจดจำ ทีมจึงวางแผนร่วมกับแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยเน้นทั้งการลดเกร็ง การจัดท่าทาง และการฝึกเดินใหม่ ตามแนวทางที่อธิบายไว้ข้างต้น
หลังทำกายภาพบำบัดที่บ้านต่อเนื่อง 5 ครั้ง คนไข้มีพัฒนาการด้านการเดิน คือลงน้ำหนักได้ดีขึ้น วางเท้าได้เต็มฝ่าเท้ามากขึ้น ควบคุมอาการเกร็งได้ดีขึ้น และแขนกับมือด้านที่เกร็งคลายตัวมากขึ้น
ทั้งนี้การฟื้นฟูยังต้องอาศัยความต่อเนื่อง พัฒนาการในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการฟื้นฟูครับ
ใช้เป็นตัวอย่างผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย (ผลการรักษาเมื่อเดือนมิถุนายน 2568) ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ถ้าคนที่บ้านมีอาการขาเกร็ง เดินเขย่ง หรือวางเท้าได้ไม่เต็มฝ่าเท้าหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง สอบถามทีมงานได้ทาง LINE ของเรา
และถ้ากำลังมองหาทางเลือกในการฟื้นฟูต่อเนื่อง อ่านเปรียบเทียบทางเลือกทั้งหมดได้ที่ ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่บ้าน
ดูบริการนักกายภาพบำบัดถึงบ้านของ CareConnect
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการฟื้นฟูหลังโรคหลอดเลือดสมอง ไม่สามารถใช้แทนการประเมินหรือคำแนะนำเฉพาะรายจากบุคลากรทางการแพทย์ได้
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลของคุณได้
